การดูแลแผลเป็น

ข้อมูลโดย นายแพทย์รัฐภรณ์ อึ้งภากรณ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

แผลจากการโดนความร้อน

“ ภาพตัวอย่าง ”

 

แผลจากอุบัติเหตุ

“ ภาพตัวอย่าง ”

 

แผลเป็นจากการผ่าตัด

“ ภาพตัวอย่าง ”

 

แผลนูน

“ ภาพตัวอย่าง ”

 

แผลคีลอยด์

“ ภาพตัวอย่าง ”

 

เผยผิวสวย คลายกังวลเรื่องรอยแผลเป็นรอยแผลเป็น

เป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ที่การเข้าสังคมถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพราะรอยแผลเป็นเป็นอีกหนึ่งตัวการที่คอยทำลายความมั่นใจของทุกคนการหาทางออกให้กับรอยแผลเป็นที่มั่นใจได้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

 

การดูแลรักษาแผลเป็น

แผลเป็น เกิดจากการซ่อมแซมผิวหนังหลังจากบาดเจ็บหรือการผ่าตัดโดยมีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาแทนของเดิมที่ถูกทำลายประสิทธิภาพกระบวนการซ่อมแซมนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงบริเวณของแผล อายุผู้ป่วยพันธุกรรม ปัจจัยภายนอกและภายในอื่นๆ ทำให้เกิดรอยแผลเป็นชนิดต่างๆได้แก่ แผลเป็นชนิดนูน ( hypertrophic, keloid scars) แผลเป็นชนิดหลุม( atrophic) รอยแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี และรอยแผลเป็นชนิดเส้นลาย (striae) ที่พบในคนอ้วนหรือสตรีภายหลังการตั้งครรภ์

 

วัตถุประสงค์หลัก ของการดูแลแผลเป็น

คือเพื่อความสวยงาม หรือเมื่อมีอาการคัน ตึง เจ็บจากการนูนหนาซึ่งมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันตามชนิดของแผลเป็น ดังนี้

 

การดูแลรอยแผลเป็นชนิดหลุม

มีการรักษาทางเลือกคือ ศัลยกรรมตกแต่งแผลการทำเลเซอร์บางชนิด หรือ การฉีดสารเติมเต็ม

รอยแผลเป็นชนิดเส้นลาย

อาจพิจารณาทำเลเซอร์ เพื่อลดอาการแดงหรือทำให้รอยผิวจางลง ในระยะเริ่มแรกแต่ไม่หายขาด การเลือกทำศัลยกรรมอาจช่วยได้บ้างในบางราย

รอยแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี

รักษาโดยการทายา เพื่อปรับเม็ดสีหรือใช้รองพื้นแต่ง เพื่อให้กลืนกับสีผิวธรรมชาติ

การรักษาแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์

อาจต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน เช่น การฉีดยาสตีรอยด์เข้าใต้บริเวณแผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการฉายแสงการทำเลเซอร์บางชนิดหรือการพ่นไอเย็น เพื่อลดความตึง ความนูนหนาแล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์และความรุนแรง แต่มักไม่แนะนำการผ่าตัดเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลเป็นที่ใหญ่ขึ้น

 

อีกทางเลือกล่าสุดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับแผลเป็นนูน

 

ระยะเริ่มแรก คือ การใช้เจลทาแผลเป็นที่เป็นซิลิโคนเจล

โดยทาซิลิโคนเจลบางๆ วันละ 2 ครั้ง
โดยไม่ต้องถูนวด นานอย่างน้อย 2 เดือน
จนกว่าแผลเป็นจะราบและนิ่มลง

 

จุดเด่นของเจลทาแผลเป็นที่เป็นซิลิโคน
คือ สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่แผลตกสะเก็ดหรือตัดไหม สะดวกในการพกพา
การใช้เจลทาช่วยลดปัญหาการหลุดร่วงจากแผลที่พบในการใช้แผ่นซิลิโคน
นอกจากนี้ยังสามารถทาบริเวณริมฝีปากและเปลือกตาได้อย่างปลอดภัย

 

*** ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการฟรี เพื่อการศึกษาด้านสุขภาพและไม่ถือเป็นการแนะนำ โดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ***

ดังนั้นถ้าท่านใดมีปัญหาสุขภาพใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน